1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

     วิเคราะห์นโยบายสังคม : กรณีศึกษารัฐบาลทักษิณ


 วิเคราะห์นโยบายสังคม : กรณีศึกษารัฐบาลทักษิณ

ดร.ตระกูล ชำนาญ ศน.บ., M.A., ศศ.ด.

12 กุมภาพันธ์ 2552 13:05


            บทความนี้เป็นการวิเคราะห์นโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนบริหารประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ นโยบายที่แถลงมีนโยบายเร่งด่วนตามที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ
            1) พักหนี้ให้กับเกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3ปี
            2) จัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งละ 1ล้านบาท ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดทุนหมุนเวียนในชุมชน
            3) จัดตั้งธนาคารประชาชน
            4) จัดตั้งธนาคาร SME
            5) จัดตั้งบรรษัทกลางในการบริหารสินทรัพย์
            6) พัฒนารัฐวิสาหกิจ
            7) สร้างหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค
            8) เร่งจัดตั้งสถานบำบัดผู้ติดยาเสพติด ควบคู่ไปกับการปราบปรามป้องกัน (พัฒนาการเป็นทำสงครามปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ)และ
            9) ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามคอรัปชั่น (นโยบายนี้ถูกวิพากย์อย่างมากในมุมมองที่ไม่สามารถปฏิิบัติให้สำเร็จได้ อาจจะถึงขั้นล้มเหลว) พร้อมทั้งนโยบายทั่วไปที่แถลงในคราวเดียวกัน

            ลักษณะนโยบายเช่นนี้ เข้าในลักษณะนโยบายที่กำหนดไว้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปโดยพรรคไทยรักไทย ในขณะที่ชิงชัยในศึกเลือกตั้งใหญ่ของประเทศตามรัฐธรรมใหม่ครั้งแรก พรรคไทยรักไทย ได้ใช้นโยบายนี้ หาเสียงจนสามารถได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับหนึ่ง กล่าวคือเกือบเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนทั้งสองระบบที่จะมีได้ และนโยบายทั่วไปนั้นเข้าในลักษณะที่รัฐบาลได้แถลงตามเอกสารปกขาวแถลงต่อรัฐสภา เพื่อให้พิจารณา ก่อนบริหารประเทศ (Policy as a stated intention.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ .2547)

            ส่วนนโยบายที่ประกาศภายหลังจากรัฐบาลที่พรรคไทยรักไทยได้เข้าบริหารประเทศแล้งประกาศนโยบายเพิ่มเติมโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภาก็มี ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ “ เมืองไทยแข็งแรง” เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2547 ช่วงท้ายของรัฐบาลชุดนี้ จัดเข้าในลักษณะที่ผู้นำเป็นผู้ประกาศใช้ เพื่อให้สอดคล้องและต่อเนื่องกับนโยบายเร่งด่วน 30 บาทรักษาทุกโรคต่อไป (Policy as a stated intention.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ .2547)

            การวิเคราะห์นโยบายทางสังคมของรัฐบาล จะนำมาวิเคราะห์เฉพาะบางนโยบายที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนในผลของการปฏิบัติ ตลอดเวลาที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา และนโยบายที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ (agenda) “เมืองไทยแข็งแรง” เป็นแผนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติ จะเริ่มดำเนินงานในปี 2548 มีเป้าหมาย 17 ประการ ซึ่งความแข็งแรงของคนไทย มี 3 มิติ คือ 1) มิติสุขภาพอนามัย 2) มิติด้านสุขภาพจิต และ3) มิติด้านปัญญา ให้คนไทยมีความรู้ มีโอกาสเรียนรู้ มีการศึกษาที่ดี เท่านั้น(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร. ก.ย.2547.และมติชนรายวัน 20 ธันวาคม 2547)

            นโยบายที่จะนำมาวิเคราะห์ คือนโยบายด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม บางข้อ ได้วางกรอบในการวิเคราะห์ 3 มิติ คือ
            1) ข้อเท็จจริง (Fact) คือสภาวะที่เป็นข้อเท็จ จริงในบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย
            2) คุณค่า ค่านิยม และอุดมการณ์ (Values)และ
            3)การกระทำทั้งในอดีต-ปัจจุบัน(อนาคต?) (Action) และเป้าหมายของนโยบายเมืองไทยแข็งแรง บางข้อเท่านั้น (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. 2547)

            นโยบายด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
            ข้อ 11.2 ด้านการศาสนา
           
1.ส่งเสริม และสนับสนุนศาสนศึกษา และศาสนทายาท เพื่อเผยแผ่ศาสนา สนับสนุนการพัฒนาศาสนสถาน เพื่อให้เป็นประโยชน์ด้านจิตใจต่อชุมชน
            2.สนับสนุนเด็กและเยาวชนได้ศึกษาศาสนธรรม ร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนามากขึ้น โดยเฉพาะกับสมาชิกครอบครัว
            3.เปิดกว้างให้ต่างศาสนาร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมเพื่อสมานฉันท์และสันติธรรมในสังคม(คำแถลงนโยบายรัฐ โดยพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544)

            การส่งเสริม สนับสนุนศาสนศึกษา เป็นกระบวนการที่จะต้องบูรณาการใช้ปรัชญา ตามแนวทางพุทธศาสตร์ กล่าวคือ:
            1.ปริยัติสัทธรรม (Study of the text or Scriptures) เป็นหลักวิชาการที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ และเรียนรู้อย่างถูกต้องและแตกฉาน เพื่อเป็นแนวทาง หรือปรัชญาชีวิตของศาสนิกชน(พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.พระราชวรมุนี)

            ตัวบท หรือหัวข้อธรรม ซึ่งเป็นหลักวิชาการ ที่เรียกว่า พุทธพจน์ มีทั้งหมด 84,000 ข้อ แบ่งเป็นหมวดหมู่ ได้หลากหลาย และมีหลายระดับชั้นสำหรับศึกษา หรือนำมาประยุกต์ใช้ และปรับปรุงใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ บริบทของสังคมได้อย่างเหมาะสม

            ข้อเท็จจริง (fact) ทางนโยบายก็คือว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ประชาชนประมาณ 95% เป็นพุทธศาสนิกชน นับถือพุทธศาสนาตามธรรมเนียมนิยมของแต่ละชุมชน จึงควรสนับสนุนด้านศาสนศึกษา

            ด้านคุณค่า (Values) ค่านิยม อุดมการณ์ มีความเห็นและเข้าใจตามปรากฏการณ์นิยม หรือประเพณีนิยม และหรือจารีต ผลรับจะเป็นคุณค่าทางจิตใจ เกี่ยวข้องกับศรัทธา หาใช่เป็นปัญญาความรู้ (Wisdom)ที่เกิดจากการเรียนรู้ไม่ แท้ที่จริงตามหลักวิชาการพุทธศาสตร์ที่ควรจะเป็นการศึกษาในแนววิทยาศาสตร์ อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่า

            การกระทำ (Action) นโยบายนี้ได้มองเห็นการกระทำมาทั้งในอดีต ปัจจุบัน ว่า มีสาระประโยชน์ต่อสังคม และในอนาคตควรจะรักษา ปฏิบัติแนวทางนี้

            ปรากฏการณ์ของสังคมไทย มักจะรู้ เข้าใจ หลักการของพุทธศาสตร์ในระดับจริยธรรมขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบของการใช้ชีวิตเพียงบางข้อเท่านั้น เช่น เรื่องของศีล วินัย ก็เป็นเพียงรูปแบบพฤติกรรมที่เป็นปฏิบัตินิยมตามประเพณี ที่เรียกว่าศีลพัตปรามาศเท่านั้น มิใช่เป็นการศึกษาถึงเจตนารมณ์ หรือเป้าหมายที่ชัดเจนของศีล

            พุทธศาสนิกชนหาได้นับถือหลักธรรมของพุทธศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ไม่ เป็นการนับถือตามประเพณีของบรรพบุรุษ ที่ศึกษาอย่างเข้าใจแบบวิทยาศาสตร์จริงๆมีน้อยมาก เน้นหนักในเรื่องของพิธีกรรม หรือรูปแบบมากกว่า เนื้อหาสาระขององค์ความรู้ที่เป็นแก่นสารที่แท้จริงอันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชีวิต ซึ่งขั้นสูงสุด คือการหลุดพ้น เป็นอิสระภาพที่แท้จริง ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอำนาจฝ่ายต่ำ

            การบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ เรื่องทาน จาคะก็ทำนองเดียวกัน แท้ที่จริงเจตนาของทาน และจาคะ ก็จะหมายถึงหลักการจัดสวัสดิการสังคมของรัฐ (Atate welfare) ให้กับผู้ด้อยโอกาส ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ เป็นหน้าที่ของรัฐอยู่แล้วที่จะต้องจัดหาให้ตามหลักการของสวัสดิการสังคม ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องสุขภาพ การศึกษา การจ้างงาน การจัดการรายได้ สวัสดิการแรงงาน การเคหะ ความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม การบริการสังคม และนันทนาการ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. 2547)

            นักวิชาการของไทยจำนวนน้อยมากที่ศึกษาพุทธศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ ผลงานที่ออกมาจึงกลายเป็นที่สนใจอย่างมาก เป็นที่แปรกแนวจากวิธีการเดิมๆที่ศึกษาตามประเพณีนิยม สะท้อนให้เห็นว่า องค์ความรู้ของพุทธศาสตร์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคม นั่นคือว่า สามารถที่จะนำมาสร้างภูมิคุ้มกันแก้ไขปัญหาสังคม วางกำหนดเป็นนโยบายพัฒนาสังคมได้ในบริบทของสังคมไทย

            หลักการ หรือปรัชญาของพุทธศาสตร์ มิได้นิยมความสุดโต่ง เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ว่าขวา หรือซ้าย แข้งเกินไป หรือ อ่อนแอเกินไป แต่นิยมแนวทางสายกลาง เพราะความสุดโต่งมิใช่วิถีทางแห่งการแก้ปัญหาได้ แต่หากจะมีผลข้างเคียงได้ ทางสายกลาง (Middle way)ต่างหากที่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาทุกระดับ และนำไปสู่การรู้แจ้ง (Enlightenment)

            นโยบายการสนับสนุนศาสนศึกษา ของรัฐบาล น่าจะเป็นการสนับสนุน ให้ประชาชน ได้ศึกษาอย่างเข้าใจ แตกฉานในเนื้อหา (Content) ปรัชญา (Philosophy)และเจตนารมณ์ของหลักพุทธศาสตร์ หาใช่อย่างที่เป็นมาตามรูปแบบประเพณีจารีต หรือพิธีกรรม โดยปราศจากวิจารณญาณ

            2.ปฏิบัติสัทธรรม (Practical aspect of the true doctrine) ได้แก่การลงมือปฏิบัติ หรือแนวทางปฏิบัติ ซึ่งหมายถึงมรรควิธีในการดำเนินชีวิต อันเป็นเรื่องของทางสายกลาง กล่าวคือ การมีความเห็นที่ถูกต้อง (Right view) มีความคิดดำริถูกต้อง (-Thought) การพูด การกระทำ การเลี้ยงชีพถูกต้อง มีความเพียร ระลึก และตั้งใจมั่นที่ถูกต้องชอบธรรม (นวโกวาท.สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

            การศึกษาพุทธศาสตร์ด้วยวิธีวิทยาแบบนี้ อยู่ในกรอบของ หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันหมายถึงการเน้นหนักในเรื่องของการฝึกอบรมพฤติกรรมของประชาชน คุณภาพจิตใจ สุขภาพจิตที่มีศักยภาพมั่นคง หนักแน่ เด็ดเดี่ยว และกระบวนการฝึกฝน ปลูกสร้างองค์ความรู้ให้เกิดเป็นวิชาการที่จำเป้นแก่ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ทั้งในสมิติไทย และรูปแบบสากล

            3.ปฏิเวธสัทธรรม (The true doctrine of penetration) อันหมายถึงการบรรลุวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของการดำเนินชีวิต การแก้ไขปัญหาและการทำงานพัฒนาสังคมองค์รวม (พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา,สุชีพ ปุญญานุภาพ)

            การสนับสนุนศาสนศึกษา ของรัฐบาล จะออกมาในรูปของงบประมาณที่สนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ในหลักสูตรที่คณะสงฆ์รับผิดชอบมาตั้งแต่สมัยของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กล่าวคือ

                    1) หลักสูตรปริยัติธรรมแผนกธรรมบาลี (ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา,พระโสภณคณาภรณ์)

                    2) หลักสูตรปริยัติธรรมแผนกสามัญ ที่มีโรงเรียนกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศประมาณ หลายร้อยโรง มีพระภิกษุสามเณรศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย รัฐบาลให้การสนับสนุนผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในอัตราที่ต่ำมากเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับสนับสนุนนักเรียนในระดับเดียวกันของสังกัดของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ)

            ดังนั้นผลผลิต (Outcome) ย่อมด้อยกว่าทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ การสนับสนุนศาสนศึกษาของรัฐบาลในหลักสูตรของพระสงฆ์จึงไม่สมดุลย์อย่างยิ่งเทื่อเทียบกับการสนับสนุนการศึกษาหลักสูตรอื่น วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ สารสนเทศ เทคโนโลยี ยังขาดอยู่เยอะ ควรพิจารณาในมิติที่รอบด้านมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

            โดยหลักการศึกษาทั่วไป มีวัตถุประสงค์และเป้าหมาย แตกต่างกันออกไป สิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ ก็คือเจตนารมณ์ของหลักสูตร และเนื้อหาสาระของรายวิชาพุทธศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน การศึกษาวิชาการด้านนี้จะต้องดู พิเคราะห์ ตีความให้ออก โดยใช้วิจารณญาณอย่างครบถ้วน การศึกษาพุทธศาสตร์แนวนี้นำไปสู่ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมุมมองต่างๆเช่น
การศึกษาพุทธศาสตร์ในมุมมองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ผ่านการศึกษาแบบวิเคราะห์ ประยุกต์เข้ากับหลักการพัฒนา เพื่อพิจารณาในมิติของการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาสังคม

            พุทธศาสตร์มีองค์ความรู้ที่กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาได้บรรพชนไทยได้เริ่มนับถือพระพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่ 6 ในอาณาจักรอ้ายลาว นำโดยกษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา มีพระนามว่า ขุนหลวงเม้า ก่อนหน้านั้นในพุทธศตวรรษที่ 3 ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ เชื่อกันว่าได้แก่ดินแดนที่เป็นจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน ก็ได้รับเอาพระพุทธศาสนา ที่พระเถระสองรูป คือพระโสณเถระกับพระอุตตรเถระนำมาเผยแผ่ ตั้งแต่นั้นมาประเทศไทยได้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน (พระโสภณคณาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ).ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.กรุงเทพฯ;2530)

            หลักวิชาการ หรือองค์ความรู้ของพุทธศาสตร์มีหลากหลาย และครอบคลุมเนื้อหาด้านต่างๆอย่างน่าศึกษาวิจัยเป็นอย่างยิ่ง มีความพร้อมมูลทางด้านองค์ประกอบ เนื้อหา และคุณค่าทางจริยธรรมอย่างเอนกประการ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนักวิชาการที่จะศึกษาวิเคราะห์อย่างวิทยาศาสตร์ เพราะพุทธศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว โลกของการศึกษาพุทธศาสตร์จะเปิดกว้างยิ่งขึ้น ถ้ามีกระบวนการ (Process) ขั้นตอน (Steps) และระเบียบวิธี(Methodology) อย่างเหมาะสมสอดคล้อง องค์ความรู้ด้านนี้จะถูกนำไปศึกษาประยุกต์ สังเคราะห์ เข้ากับองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ส่งผลให้เกิดองค์ความรู้ (Knowledge) อย่างมหาศาลกับผู้สนใจ และชาวพุทธทั่วไป ทั้งระดับสำคัญ (Mainstream) และทางเลือก(Alternative)

            องค์ความรู้ทางพุทธศาสตร์มีนัยสำคัญและหลากหลาย สอดคล้องกับวิชาการด้านอื่น ทั้งในแง่วิชาการเอง และในด้านเป้าหมาย (Goals) วัตถุประสงค์ (Objective) ของการนำไปใช้เพื่อให้รับผลในปั้นปลายของการศึกษา ปฎิบัติ ดำเนินการ ตามปรัชญาของศาสตร์แขนงอื่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่จะศึกษาวิธีการของพุทธศาสตร์ เป็นกรณีศึกษาในเรื่องนี้

            การพัฒนา (Development) หมายถึงการกระทำให้ดีขึ้น เจริญขึ้น คือความเจริญก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้นกว่าเดิม

            การพัฒนา หมายถึงการ เปลี่ยนแปลงที่มีการวางแผนเอาไว้ อย่างชัดเจน ทั้งระยะสั้นระยะกลาง และยาว
            องค์ประกอบของการพัฒนา ประกอบด้วยปัจจัยดังนี้
            1.ปัจจัยภายใน (Internal Factors) เช่น แรงขับ (drives) ทางจิตวิทยา ปัจจัยทางชีวะวิทยา
            2.ปัจจัยภายนอก (External Factors) เช่นการเมือง แผนการนโยบาย วัฒนะธรรม ขนบธรรมเนียม กฎหมาย ปัจจัยทางสังคมวิกฤตการณ์และสงคราม

            ทั้งนี้การพัฒนามีเป้าหมายที่ตัวต้นแบบทางสังคม คือ ตัวแบบระดับปัจเจกบุคคล กลุ่ม องค์กร สังคม และสังคมระดับนานาชาติ ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะการพัฒนาระดับสังคมปัจเจก หรืออยู่ในสังคมองค์กรเท่านั้น

            สิ่งที่จะพัฒนาเป็นอันดับแรก นั่น คือมนุษย์ (Human) ได้แก่ สิ่งที่ประกอบ หรือรวมกันของสองสิ่ง คือ
            1. สิ่งที่เป็นรูปธรรม รูปร่าง สัมผัสได้ รวมเรียกว่า สสาร (Materialism) ได้แก่สังขาร หรือร่างกายในทางพุทธศาสตร์ คือส่วนที่เป็นรูป หรือวัตถุธรรม
            2. สิ่งที่เป็นนามธรรม หรือไม่ใช่วัตถุ (Non-Materialism) ซึ่งได้แก่จิต หรือใจ(Mind) และวิญญาณ

            ธาตุวิภังค์สูตร ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของมนุษย์ไว้ว่า มี ธาตุ 6 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ ธาตุตัวที่ 1-5 เป็นธาตุไม่มีความรู้ ธาตุตัวที่ 6 เป็นธาตุมีความรู้ มนุษย์จึงประกอบด้วยสองส่วนใหญ่ คือนาม และรูป รวมกับเรียกว่ามนุษย์ ตามแผนภูมิ( พัชรินทร์ สิรสุนทร;เอกสารประกอบคำบรรยาย: มหาวิทยาลัยนเรศวร,2547.และตระกูล ชำนาญ;เอกสารประกอบการสอน;มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,เชียงใหม่,2543)

องค์ประกอบของมนุษย์


            ดังนั้น คนหรือมนุษย์จะสามารถพัฒนาส่วนร่างกาย หรือสังขารสรีระตามมรรควิหรือหลักการอย่างไรขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ส่วนจิตใจ หรือจิตนั้นเป็นนามธรรมสามารถที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้นได้เช่นกัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบเมื่อมีการพัฒนา ทั้งสองส่วนควรได้รับการพัฒนาในระดับใกล้เคียงกับเพื่อความสมดุลย์ (balance) ของการพัฒนาและการพัฒนาตามแนวพุทธศาสตร์ (Development in Buddhist Approach) สังคมองค์รวมจะพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อคนในชาติ หรือปัจเจกบุคคลได้รับการพัฒนาก่อน กล่าวคือ คนในชาติจะต้องมีศักยะภาพและขีดความสามารถ เข้มแข็ง ช่วยเหลือตนเองให้ได้ เป็นที่พึงของตนเองให้ได้

            พุทธศาสตร์มีองค์ความรู้ ที่สามารถจะใช้เป็นแผนการ รูปแบบ วิธีการ กำหนดบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่จะพัฒนา หรือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และถือว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นศูนย์กลางและเป็นเป้าหมายหนึ่งที่จะต้องพัฒนาเหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งฉบับที่8 (2540-2544) ที่คนเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา ควบคู่ไปกับองค์ประกอบอื่นเช่นกัน

            องค์ความรู้ของพุทธศาสตร์สามารถที่จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีเป้าหมายที่ชัดเจน (Target groups) โดยเน้นที่บุคคลที่จะพัฒนา จะใช้หลักการอันเหมาะสมกับปัจเจกบุคคล เป้าหมาย/วัตถุประสงค์ทางสังคม (social goal) คือสันติภาพในสังคมองค์รวม กำหนดตำแหน่งสถานะที่จะพัฒนาแยกย่อยออกไป คือวางพิสัยเจาะจงลงไป ตามหลักของยุทธศาสตร์การพัฒนา เป็นกรณีศึกษาก็มี (Case study) หรือจะศึกษาภาพรวมของสังคมทั้งหมดก็ได้ แต่เป้าหมายยังชัดเจน

            วัตถุประสงค์/เป้าหมายของยุทธศาสตร์ คือ การพัฒนาศักยะภาพให้สมบูรณ์ทั้งสองส่วน แต่ให้ความสำคัญกับจิต หรือใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะพุทธศาสตร์ถือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญที่ใจ มีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จ หรือล้มเหลวล้วนขึ้นอยู่กับใจทั้งนั้น การพัฒนาใจให้สมรรถภาพและศักยภาพ มีคุณภาพควรแก่การใช้งานจึงเป็นเรื่องสำคัญ สอดคล้องกับภาษิตไทยที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เป็นต้น

            หลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้หลักพุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือ เป็นเรื่องที่จะศึกษาเปรียบเทียบได้กับหลักยุทธศาสตร์ (Strategy) ของ Henry Mintzberg ห้า ประการ คือ 1.เป็นแผนการ(Plan)2.เป็นวิธีการ(Ploy) 3.เป็นรูปแบบ(Pattern) 4.มีการจัดวางอันดับตำแหน่ง(Position)5.มีทัศนวิสัย(Perspective)( นิรันดร ทัพไชย.เอกสารประกอบการบรรยาย. มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547.)

            เป็นกระบวนการที่กระทำ ปฏิบัติการที่มีแผนงาน โครงการ รูปแบบ วิธีการปฏิบัติ และทัศนวิสัย หรือพิกัดที่ชัดเจน กล่าวถึงสิ่ง หรือทรัพยากร ที่สำคัญว่า คืออะไร มีวัตถุประสงค์(objective) และเป้าหมาย(Goal) ในการบริหารจัดการพัฒนา

            ดังนั้น พุทธศาสตร์มีองค์ความรู้ที่เครื่องมือที่จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และถือว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางเป็นเป้าหมายหนึ่งที่จะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับองค์ประกอบอื่นเช่นกัน

            ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพุทธศาสตร์ 4 มิติ / ด้าน
            การพัฒนา ทางพุทธศาสตร์เรียกว่าภาวนา หมายถึงกระบวนการสร้าง หรือทำให้เกิดให้มีขึ้น ส่วนบุคคล หรือทรัพยากรมนุษย์ที่ผ่านการขัดเกลาพัฒนา และตามกระบวนการแล้ว เรียกว่า ภาวิตา หมายถึงถูกพัฒนาแล้วโดยใช้เครื่องมือและกลไก หลักการ ที่จัดเป็นยุทธวิธีตามแนวพุทธศาสตร์ คือมีคุณสมบัติและมีวัตถุประสงค์ (Objective) และเป้าหมาย (Goal) ตามรูปแบบ (Pattern)ยุทธศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ กำหนดไว้ 4 มิติ/ด้าน คือ
1.กายภาวนา หมายถึงการพัฒนากาย ฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกทั้งด้ายกายภาพและชีวภาพด้วยดีมิให้เกิดโทษ มีประโยชน์แก่ตนเองและสังคม บำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์ มิให้อกุศลเกิด

            ปัจเจกบุคคลต้องรู้จักเลือกเสพ บริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีคุณค่างแก่ร่างกายแก่ตนเอง รับเอาปัจจัยที่ส่งเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ไม่ทำอะไรที่เป็นการหักโหมจนเกินไป รู้จักพักผ่อนให้เพียงพอแก่สุขภาพร่าง ออกกำลังกายแต่พอควร และใช้ชีวิตด้วยการมีสติ อย่าประมาท
การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศด้านคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนมีนัยตามนี้ จึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนออกมา ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี จากหลากหลายทัศนะมุมมอง

            อันเนื่องมาจากผลกระทบด้านบวกต่อประชาชนในระดับรากหญ้า รัฐจึงใช้ยุทธวิธีทั้งในเชิงรุก คือ การสร้างกระแสตื่นตัวในการส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายในรูปแบบต่าง โดยใช้ทรัพยากรภูมิปัญญาท้องถิ่นเช่นการออกกำลังประกอบเพลงดนตรีท้องถิ่นของแต่ภาคเป็นต้น เพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดี
ยุทธวิธีในเชิงรับ คือ การดูแลรักษาผู้ที่มีโรคภัย หรือไม่สบาย ดูและรักษาอย่างมีคุณภาพและได้มาตราฐานระดับหนึ่ง เป็นการให้โอกาสกับประชาชนได้เข้าบริการของรัฐตามสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 52 มีเป้าหมายทางสังคม คือ การมีสุขภาพชีวิตที่ของประชาชน

            การพัฒนาด้านกายตามแนวพุทธศาสตร์จึงเป็นการกำหนดท่าทีและทิศทางอันเหมาะสมกับตนเอง
            2.ศีลภาวนา คือการพัฒนาพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล ให้ถูกต้องสอดคล้องกับระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ กติกาของสังคม ตลอดถึงขนบธรรมเนียม จารีตวิถี และมารยาทสากลนิยม มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ประกอบอาชีพที่สุจริต ใช้ชีวิตถูกต้อง และขยันหมั่นเพียร สร้างผลผลิต(product) ให้เพิ่มขึ้นโดยสุจริตในการประกอบอาชีพ (อุฏฐานสัมปทา)รู้จักฉลาดอดออม(save) ทรัพย์สินที่หามาได้ ด้วยมาตราการต่างๆ (อารักขสัมปทา) เข้าสู่ระบบการออมของนโยบายรัฐ

            สังคมไม่มีสันติสุข ขาดความสมดุลยภาพเพราะปัจเจกบุคคลบกพร่องใน จริยธรรม คุณธรรม ที่ได้ชื่อว่าศีลนี้แหละ โดยเฉพาะศีลขั้นต้น ซึ่งเป็นหลักสากลในการสร้างบรรทัดฐานทางสังคม ทั้งมิติของคำพูด การกระทำ และการเลี้ยงชีพ

            ผลกระทบต่อสังคม อันเนื่องมาจากการหย่อนยาน หรือบกพร่องทางคุณธรรม คือความเสียหายต่อประเทศ ความเชื่อมั่นต่อประเทศลดลง การพัฒนาไม่ประสบผลสำเร็จเพราะกระบวนการที่ถูกต้อง สังคมจึงไม่ปกติสุข มีปัญหา อันเป็นผลมาจากการทุจริตทั้งสามมิติ คือพูด พฤติกรรม และการอาชีพ
การทุจริต หรือคอรับชั่นมีสมุฏฐานมาจากการบกพร่องทางศีลธรรม จึงมีปรากฏทุจริตเชิงนโยบายอันแยบยลออกมา องค์กรอิสระที่เราตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลด้านนี้โดยเฉพาะถูกต้องคาดหวังเอาไว้สูงมาก เพราะเราได้สูญเสียโอกาส สิทธิอันพึงมีพึงได้

            ดังนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่9(2544-2549)จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการบริหารจัดการท ี่(Good governance) เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์ให้ขับเคลื่อนไปด้วยดี และให้ความสำคัญกับ การปรับระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ(Sufficiency) และโปร่งใส (Tranparent) การป้องกันและการทุจริตประพฤติมิชอบ( แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่9(2544-2549)

            3.จิตตภาวนา การพัฒนาจิต ฝึกอบรมจิต ข่มอารมณ์ความรู้สึกได้ มีความเจริญงอกงามทางอารมณ์ (Emotional growth) จิตที่ฝึกอารมณ์ดีแล้วนำความสุขมาให้ จิตที่มีคุณภาพประกอบด้วยคุณธรรมตามหลักศาสนา มีสมาธิ มีสติมั่นคง ใช้งานได้ดี เป็นสุขผ่องใสเป็นต้น

            การพัฒนาจิตเป็นเรื่องของคุณธรรม ความรู้สึก แรงจูงใจ สภาพจิตใจ และเป็นนามธรรม คนเข้าใจยาก ไม่ให้ความสนใจเท่าควร เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สังคมเจอภาวะวิกฤตเอาไม่รอดมีการฆ่าตัว เพราะภูมิคุ้มกันทางจิตไม่ดี สุขภาพจิตเบาะบางมากเจอเหตุการณ์เข้าทนไม่ได้ หาทางออกไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย ถ้าผ่านกระบวนการฝึกอบรมจิตปัญหาเรื่องเหล่านี้คงจะไม่เกิด ไม่ส่งผลกระทบกับสังคม

            ข้อเสนอในประเด็นนี้ คือ สร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมในศาสนาที่ตนนับถือ ส่งเสริมให้มีการศึกษาองค์ความรู้ของศาสนาที่นับถืออย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะพุทธศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตอยู่แล้ว ส่วยรูปแบบไสยศาสตร์หรือพิธีกรรมเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ให้เวลากับการสำรวจดูตัวเองอย่างมีวิจารณญาณ ใช้ปัญญาให้มากอย่าให้อารมณ์มาเหนือเหตุผล ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากแต่ถ้าตั้งใจแน่วแน่ใช้เวลาในการศึกษา รู้ทันตัวเอง มีสติกำกับอยู่ทุกขณะ สร้างกระบวนการในการบริหารงานด้านส่งเสริมคุณภาพจิตใจของประชาชน โดยการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมให้กับหน่วยงานทีมีหน้าที่ในการเผยแผ่องค์ความรู้ด้านศาสนธรรมแก่ประชาชน และหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสุขภาพจิต ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ทันเหตุการณ์ ศึกษาวิเคราะห์แนวทางต่างๆอย่างเป็นระบบ ในรูปเครือข่ายงานสร้างคุณภาพจิตของประชาชน

            อุบายในการพัฒนาคุณภาพจิตของพุทธศาสตร์มีให้เลือกนำมาใช้ให้เหมาะกับพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลอย่างเหมาะสมหลายประการ แต่ละอย่างมีผลสะท้อนกลับมายังผู้ปฏิบัติมากน้อยตามกำลังความสามารถของแต่ละคน โดยไม่ต้องเข้าศึกษาหรือบวชเรียนตามสำนักต่างๆเพียงแต่มีศูนย์ดูแลมีบุคลากรผู้ประสบการณ์ เชี่ยวชาญเข้าใจในวิธีบริการดีต่อผู้อื่น

            ในกระแสโลกาภิวัตน์สิ่งที่มาคู่กันคือกระแสวัตถุนิยมในระบอบประชาธิปไตยคนที่จะยืนหยัดสู้ได้จิตใจต้องเข้มแข็งชีวิตจึงไม่ตกเป็นทาส หรือเหยื่อของกระแส ไม่ต้องไปมองไกลถึงขนาดที่จะช่วยสังคมองค์รวมให้พ้นปัญหาสาธารณะ ขอเพียงให้แต่ละคนช่วยตนเองให้ได้ก็เป็นปัญหาที่หนักหนาพอสมควร พุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพจิต จึงเป็นเรื่องของจิตตภาวนาโดยตรง

            4.ปัญญาภาวนา พัฒนาปัญญา การฝึกอมรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เท่าทันเข้าใจโลกและชีวิตตามสภาวะ เป็นการไตร่ตรองวินิจฉัยเหตุการณ์ตามความเป็นจริง เป็นอิสระ ไม่ตามกิเลส รู้และเข้าใจอะไรตามความเป็นจริง

            พุทธศาสตร์หลายตัวที่จะนำไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาปัจเจกบุคคล จะมีปัญญากำกับเสมอ ปัญญาเป็นคุณธรรมสำคัญมาก เพราะช่วยเป็นแสงสว่างส่องทางแห่งชีวิต ช่วยคุ้มครอง หรือปกครองคนและข้อสำคัญ ช่วยให้พ้นทุกข์ หรือให้หาความสุขได้ในท่ามกลางความทุกข์ การเผชิญปัญหาชีวิตโดยปราศจากปัญญา เปรียบเหมือนการเดินคลำไปในที่มืด อาจตกหลุมตกบ่อ หรือสะพานก็ได้(สุชีพ ปุญญานุภาพ.คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา.กรุงเทพฯ2533)

            พุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับปัญญาอย่างมาก และปัญญานั้นต้องเป็นสัมมาปัญญาคือปัญญาที่ถูกต้อง ปัญญาเกิดจากการประกอบความเพียร ฝึกฝน มิใช่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ เพราะปัญญาที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญไม่สามรถที่จะเป็นปัญญาขั้นสูงสุด ประเภทของปัญญาจึงมีหลายอย่าง แต่ปัญญาที่จะกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์ได้ขอเสนอในที่นี้ คือ จินตามยปัญญา ปัญญาชนิดนี้เกิดจากการจินตนาการ หรือคิด พิเคราะห์ ใคร่ครวญ ด้วยวิจารณญาณ สุตามยปัญญา ปัญญาประเภทนี้เกิดจากการศึกษา ฟังจากท่านผู้รู้ อบรม สัมมนา ฟังจากสื่ออื่นๆและภาวนาปัญญา เกิดจากการพัฒนาโดยกระบวนการต่างๆ
การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีภูมิรู้ปัญญา มีขีดความสามารถ แข็งแกร่งทางด้านวิชาการ มีคุณภาพชีวิตที่ดีประกอบอาชีพด้วยวิชาการและทักษะชั้นสูง จำเป็นที่จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาปัญญาของมวลชน

            เป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามแนวพุทธศาสตร์ คือการพัฒนาให้มีเกิดปัญญาซึ่งมีมรรควิธี เพื่อส่งผลให้บรรลุถึงจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสตร์ คือ การหลุดพ้น ตามขั้นตอน ดังนี้

        การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ก็คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของปัจเจกบุคคลให้ดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งมิติร่างกาย อารมณ์ สังคม และวิญญาณ ซึ่งแต่ละตัวมีเครื่องชี้วัดคุณภาพ(Indicator)แตกต่างกันไป การสร้างยุทธศาสตร์พัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาคือ เป้าหมายทางสังคมนั้น พุทธศาสตร์มีหลักการที่เป็นองค์ความรู้ที่จะกำหนดเป็นยุทธวิธีในการพัฒนาไว้อย่างเด่นชัด สามารถที่จะเลือกใช้ได้ตามกลุ่มเป้าหมาย หรือปัจเจกบุคคลที่จะพัฒนา เป็นวิธีการ(ploy)ของการพัฒนาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานยุทธศาสตร์ ซึ่งจะต้องวางตำแหน่ง(position)กลุ่มเป้าหมายที่จะพัฒนา ตามลำดับของความแตกต่างทางด้านความสามารถทางสติปัญญา(Intelligence)เช่น1.ผู้ที่มีสติปัญญา (IQ) สูง การรับรู้ เข้าใจได้เร็วเรียกว่า อุคฆฏิตัญญู 2.มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดรองลงมา เรียกว่า วิปจิตัญญู 3.ผู้มีสติปัญญาปางกลาง เนยยะ 4.ผู้อับเฉาปัญญา หรือขั้นปัญญาอ่อน เรียกว่า ปทปรมะ

            พุทธศาสตร์ที่ใช้สำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในมิติของระดับสติปัญญา ได้กำหนดยุทธวิธี /หลักการที่เป็นแนวทางสำหรับปฏิบัติให้เหมาะสมแตกต่างออกไปมีเป้าหมายอยู่ที่ เข้าใจอย่างถูกต้อง เหมาะสำหรับการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษา ดังภาพ

            การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายในการวางยุทธศาสตร์พัฒนา การกำหนดกลุ่มเป้าหมายมีความสำคัญเพื่อให้เกิดความชัดเจน ในการที่จะวางยุทธศาสตร์ไปอย่างมีทิศทาง ซึ่งจะส่งผลให้กับวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางสังคม (Social goal) คือ สมาชิกของสังคมทั้งหมดเกิดสันติสุข เป้าหมายทางเศรษฐกิจ (Ecnomic goal) คือ ความมั่งคั่ง (Wealth) พร้อมทั้งเป้าหมายสูงสุดของชีวิต (Ultimate goal) คือนิพพาน สภาวะที่เป็นสุขสูงสุดเพราะไร้ทุกข์ เป็นอิสระภาพที่สมบูรณ์

            ในมิติอื่นๆพุทธศาสตร์มีมุมมองและวางเอาไว้อย่างครอบคลุมเกือบทุกสาขา โดยมี (Goal หรือ Purpose) แตกต่างกันไป ในที่นี้ไม่สามารถที่จะกล่าวถึงได้หมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระเบียบวิธีศึกษาวิจัยและศักยภาพของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน ยุทธศาสตร์จึงเป็นการนำขององค์ความรู้อันหลากหลาย ของพุทธศาสตร์มาประกอบในการกำหนดโดยวางมรรควิธีหรือยุทธวิธีในหมวดองค์ความรู้ด้านนั้นๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้สติปัญญาและความสนใจของผู้ศึกษาเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาต่อไป

            ดังนั้นยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามแนวพุทธศาสตร์จึงเริ่มต้นที่ การศึกษา (Learn) ให้มีสติปัญญาหรือสัมมาทิฐิเป็นขั้นตอนแรก แล้วจึงเข้าสู่ขั้นการพัฒนาพฤติกรรมตามระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ศีลธรรม และจิตใจ เป้าหมายคือ สังคมพัฒนาในทางด้านที่ถูกต้อง จบสิ้นขบวนการที่สังคมของอารยชนในที่สุด. ( สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ .2530.)

            การสนับสนุนศาสนศึกษาของรัฐบาล ควรที่จะมีวิธีการดังที่กล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักพุทธศาสตร์ กลุ่มคนที่จะควรจะได้รับการสนัสนุนจากรัฐบาลไม่ควรจะอยู่ที่กลุ่มเด็ก หรือเยาวชน ถ้าเป็นไปได้น่าจะอยู่กับศาสนิกชนทุกกลุ่มเป้าหมาย

            การสนับสนุนศาสนทายาท เพื่อเผยแผ่ศาสนา หมายถึงสนับสนุน กลุ่มคนที่จะเป็นตัวแทนของศาสนิกในการสืบทอดศาสนา

 

กลับขึ้นด้านบน

 

 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Contact us : mbulnc@gmail.com , asksak@hotmail.com