1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

    การห่มจีวรของภิกษุ :ความแตกต่างที่ลงตัว
     การประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธครั้งที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพร่วมกับนิกายเนนบุทสุซุ จากประเทศญี่ปุ่น ผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้งพระภิกษุจากนิกายมหายานและนิกายเถรวาท สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นได้ชัดเจนคือการห่มผ้าของภิกษุผู้เข้าร่วมประชุมนั้นมีความแตกต่างกันมาก จนบางครั้งเกิดความสงสัยว่า ทำไมการห่มผ้าของภิกษุจึงแตกต่างกันอย่างนั้น ทีมงานจากศูนย์เทคโนโลยีสารเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จึงได้ทำการศึกษาเรื่องนี้จากผู้เข้าร่วมประชุมได้ข้อมูลดังนี้

การห่มผ้าของภิกษุในสมัยพุทธกาล
     คำว่า “ไตรจีวร” หมายถึงผ้าสามผืนที่พระวินัยอนุญาตให้ภิกษุมีไว้ใช้ประจำตัว คือ 1. สังฆาฏิ ผ้าทาบ 2. อุตราสงค์ ผ้าห่ม เรียกสามัญในภาษาไทยว่าจีวร 3. อันตรวาสก ผ้านุ่ง เรียกสามัญว่าสบง
     พระพุทธเจ้าทรงห่มจีวรแบบไหนและสีอะไร เป็นปัญหาหนึ่งที่เป็นที่สนใจของชาวพุทธอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะในหมู่นักบวช ซึ่งถือวินัยการห่มจีวรว่าเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของความบริสุทธิ์ของนิกายที่ตนนับถือหรือบวชอยู่ การเลือกสีจีวรในการนุ่งห่มของพระในงานพิธีที่สำคัญต่าง ๆ
     ในปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับวงการสงฆ์ มักจะไม่ทราบว่าเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมิใช่น้อยเลย สิ่งที่น่าฉงนยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องวิธีการห่ม เช่น วิธีการห่มแบบมังกรพันแขน โดยจะหมุนลูกบวบไปทางขวาหรือทางซ้าย ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่อีกเช่นกัน
      ข้อถกเถียงเรื่องสีและวิธีการห่มจีวรนั้นไม่ใช่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่มีกันมานานแล้ว และก็จะมีต่อไป การศึกษาเรื่องจีวรของพระภิกษุนั้น ย่อมทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ที่แพร่กระจายไปทั่วทวีปเอเชียได้เป็นอย่างดี
      ในพระวินัยปิฎก เมื่อกล่าวถึงการห่มจีวรของภิกษุก็ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดมากนัก มีคำกล่าวไว้อย่างง่ายว่า พระพุทธองค์ทรงนุ่งสบง ทรงจีวร ซ้อนสังฆาฏิ เข้าสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต กฎเกณฑ์ในเรื่องจีวรของพระภิกษุ จึงยังมีช่องว่างที่ทำให้ตีความได้หลายประเด็นอย่างวิธีการห่มจีวรของพระภิกษุในปัจจุบันที่เราพบเห็นกันในประเทศไทย พม่า รวมถึงศรีลังกา ต่างก็ถือว่าถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น สีจีวรที่ออกเหลืองหม่น หรือสีเหลืองทอง ต่างก็มีปรากฏหลักฐานในพระไตรปิฎก

สีของจีวร
 หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด ที่แสดงให้เห็นถึงสีของจีวรของนักบวชนั้น มีบัญญัติในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ซึ่งกล่าวถึงจีวรของนักบวชที่เรียกว่า สันยาสิน ซึ่งสวมใส่จีวรสี “เปลวเพลิง” มีอาศรมอยู่บริเวณชายป่า หรือการห่มผ้าสีเหลืองส้มของพระทางสายลังกาวงศ์ ซึ่งในปัจจุบันนิยมเรียกกันในเมืองไทยว่า “พระมหานิกาย” นั้นก็สามารถเทียบเคียงได้กับที่บรรยายในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์นี้ แม้ในปัจจุบันนักบวชหรือนักพรตฮินดูนิกายต่าง ๆ ก็ยังนิยมนุ่งห่มจีวรสีเดียวกันนี้อยู่
     การที่สีจีวรของนักบวช สมณะ และสันยาสิน ดั้งเดิมน่าจะเป็นสีเปลวเพลิง น่าจะมีเหตุผลมาจากเป็นสีที่เห็นได้ถนัดชัดเจน โดยเฉพาะในป่า เพราะเป็น “สีแห่งความปลอดภัย” เนื่องจากสัตว์ทั้งหลายที่เห็นแต่ไกล นึกว่าเป็นกองไฟกำลังลุกไหม้อยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่เข้ามาใกล้ แม้นายพรานที่กำลังล่าสัตว์อยู่ก็สังเกตเห็นได้ง่าย เนื่องจากโดดเด่นกว่าสีอื่น ๆ

    หลักฐานสนับสนุนสำคัญประการหนึ่ง คือ กฎหมายในต่างประเทศเช่น ประเทศสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ที่จะเดินทางเข้าไปในป่านั้น ต้องสวมเสื้อผ้าสีแสดหรือออกส้มเช่นเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยจากการถูกนายพรานที่กำลังล่าสัตว์ในป่ายิงเข้าโดยไม่ตั้งใจ
 

     พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตสีที่ใช้ย้อมจีวรผ้ากาสายะ หรือผ้าย้อมฝาดได้หลายสี เช่น จากดินสีอรุณ (ดินสีแดง) หรือแก่นขนุน และสีใกล้เคียงอีกหลายชนิด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนานั้น ได้เผยแพร่ไปได้รวดเร็วในยุคแรก ความจำเป็นของการหาวัสดุมาย้อมสีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ หรืออาจมองได้อีกประการหนึ่งว่า ทรงมีพุทธวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจาก ไม่ใช่แก่นของพระพุทธศาสนา ซึ่งมุ่งกำจัดความทุกข์ทางใจ
     ส่วนลักษณะการห่มนั้น ปรากฏว่ามีหลักฐานเป็นวัตถุธรรมที่เก่าแก่ที่สุด ที่นักโบราณคดีค้นพบในวัดทางตอนเหนือของอินเดีย เป็นภาพพระภิกษุกำลังยืนแต่นุ่งเฉพาะผ้าสบง กายท่อนบนมิได้ห่มผ้าใด ๆ อยู่ด้วย พระภิกษุอินเดียในยุคแรกจึงไม่น่าจะสวมผ้าอังสะในขณะที่ตนเองอยู่ในวัด ส่วนการครองจีวรท่อนบนนั้นคงห่มเฉพาะตอนที่ตนเดินทางออกจากวัดเข้าไปในเขตหมู่บ้าน

     รูปปั้นและหินสลักของศิลปะคันธาระ แสดงให้เห็นถึงวิธีการห่มที่คล้ายการห่มของพระลังกาวงศ์โดยห่มปิดไหล่ทั้งสองข้างเช่นกัน และยังมีภาพหินสลักที่พบในปากีสถานอันอยู่ในเส้นทางที่มีชื่อเรียกว่า “กะราโกรัม” ว่าพระภิกษุห่มผ้าที่ยาวคล้ายทรงกระบอกไม่มีรอยแหวกด้านข้าง คล้ายกับที่พระลังกาวงศ์หรือมหานิกายสวมใส่เวลาครองผ้าออกนอกวัด วิธีการห่มจีวรของพระมหานิกายของไทยนั้นอาจมีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนานิกายที่เผยแพร่ในตอนเหนือของอินเดียหรือแคชเมียร์ในยุคเมื่อประมาณ ๒๒๐๐ ปีมาแล้ว


 

<<< back 1  2  next>>>

 
 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Webmaster asksak@hotmail.com